หน้าอย่าง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๐๖. เรื่อง “ร่างกายของคนเรา ความคิดข้างนอกกับข้างในไม่ตรงกัน”
มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า ให้ชราเสียก่อนจึงค่อยไปทำบุญที่วัด และเพื่อนยังบอกว่า ให้แก่ชราเสียก่อนค่อยสวดมนต์
ตัวดิฉันเองเป็นคนชอบสวดมนต์ก่อนนอน และตื่นตอนเช้านั่งสมาธิบ้างเป็นบางครั้งแล้วแต่เวลาที่เรามีอยู่ เพราะคิดว่าเราคือบุคคลธรรมดา มนุษย์หาเช้ากินค่ำ แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ฟังธรรมและสวดมนต์ หรือได้บวชชีพราหมณ์ ดิฉันจะรีบเหมือนจรวดเลย
แต่คำถามในวันนี้ เมื่อเพื่อนพูดแบบนี้ อาการของดิฉันภายนอกยิ้มหน้าตาสดใสใส่เพื่อน แต่ข้างในหัวใจมันไม่ใช่เหมือนข้างนอก รู้สึกไม่ชอบเพื่อนคนนี้เลย ก็เลยคิดว่าเราเป็นคนแบบไหนกันแน่ ข้างนอกยิ้มให้ เพราะคำพูดของเขาที่ไม่ตรงกับใจเรา แต่ข้างในใจเรากลับไม่ชอบเขาขึ้นมา
ดิฉันจึงอยากรู้ว่า มนุษย์แบบนี้เรียกว่าอย่างไรคะ ตัวดิฉันเอง เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ดีจากข้างในสู่ข้างนอก แต่ดิฉันทำไม่ได้ ยิ้มแค่ภายนอก แต่ภายในไม่ชอบในสิ่งที่เขาพูด มันไม่ถูกต้อง จึงอยากเข้าใจมนุษย์ตัวที่ฉันเอง ดิฉันเป็นมนุษย์แบบไหนคะ เป็นคนประเภทไหนคะจึงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ คือดีข้างในสู่ข้างนอกค่ะ อันแท้จริงช่วยอธิบายให้ดิฉันหน่อยเจ้าค่ะ
ตอบ : อันนี้ที่ว่า หน้าอย่าง ใจอย่าง เห็นไหม หน้าตามันไม่ตรงกันไง มนุษย์ส่วนมากเป็นอย่างนี้ เราพูดบ่อย แล้วลูกศิษย์เขามาพูดให้เราฟังว่าเขาชอบมาก
มนุษย์พิสดารไง คิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง เป็นสัตว์ประหลาด
คิดอย่างหนึ่ง พูดไม่ได้ คิดอย่างหนึ่ง เพราะกิเลสมันย้ำคิดย้ำทำในหัวใจของเรา มันคิดแบบมหัศจรรย์ คิดแบบน่าเกลียด คิดแบบพูดไม่ได้เลย คิดอย่างหนึ่ง
พูดนะ สวยงามเชียว เวลาพูดนะ มันพูด แหม! สุดยอดเลย
คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง แล้วทำไม่ได้
คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่งไง นี่คืออะไรล่ะ
คือพญามาร ครอบครัวของมาร ที่ว่ามันโหดร้ายๆ มันโหดร้ายอย่างนี้ มันอยู่ในใจของเรา มันก็เหมือนต้นไม้พิษมีสารพิษอยู่ในหัวใจของเรา สิ่งที่ความเป็นพิษๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตีตราหน้ามันว่าไอ้กิเลส
ว่ากิเลสๆ กิเลสคือสิ่งที่ไม่ดีงามไง แล้วสิ่งที่ไม่ดีงาม เห็นไหม ไอ้นี่เวลาคนที่เขาไม่พอใจ เขาหลอกเขาล่อ เพื่อนฝูงกัน เขาหลอกเพื่อนกันไปฆ่า หลอกเพื่อนกันไปทำลาย
นี่ไง ข้างนอกก็เป็นเพื่อนรักกัน แหม! คิดถึงกัน ชอบพอกัน ช่วยค้ำจุนมา ถึงเวลามันหน้าสิ่วหน้าขวาน มันหลอกไปฆ่าเลย รู้หน้าไม่รู้ใจ คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง นี่มันธรรมชาติของกิเลส
แต่ถ้าคนมันมีอำนาจวาสนา คนเขาซื่อตรงนะ บางคนจนพ่อแม่เป็นห่วงนะ ไอ้คนซื่อตรงมันพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไร พูดอย่างนั้น ไอ้พวกนี้พวกขวานผ่าซาก อยู่กับโลกเขายาก โลกเขาต้องมีมารยาท เราไม่ต้องการอะไร แค่มารยาทสังคมเท่านั้นน่ะ ให้มีมารยาท ให้ทำแล้วเข้ากับสังคมได้
ไอ้นี่เหมือนกัน ภาษาเรานะ เมื่อก่อนโยมก็เป็นแบบนี้ แต่โยมจับมันไม่ได้ โยมถึงคิดว่ามันไม่มีไง เราคิด เราอยู่ของเราด้วยความสบายใจของเรา เราก็อยู่ของเราได้นะ
แต่ดิฉันเป็นคนชอบสวดมนต์ ดิฉันเป็นคนฝึกหัดภาวนา ถ้าที่ไหนมีการบวชชีพราหมณ์ ดิฉันไปแบบจรวดเลย
เห็นไหม พอไปแบบจรวด เราก็อยากทำคุณงามความดีไง แล้วคุณงามความดีมันสะสมๆ
เวลาเขามาชวน เขาบอกว่าให้แก่ก่อนแล้วค่อยสวดมนต์ ให้แก่ก่อนแล้วค่อยภาวนา เราก็ไม่พอใจ
แต่ทีนี้เขาเป็นเพื่อนกัน
หน้าตาดิฉันยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในหัวใจของฉันมันต่อต้าน ดิฉันเป็นมนุษย์ประเภทไหนคะ
เป็นประเภทแบบมนุษย์ปุถุชนโดยทั่วไปเป็นอย่างนี้หมดน่ะ เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดไง สิ่งมีชีวิตที่เกิดมามีกิเลสทั้งนั้น มีทุกข์ทั้งนั้น ไม่เว้นหัวใจใครๆ ทั้งสิ้นที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้วไง ท่านยืนยันโดยข้อเท็จจริงเลย ถ้ายืนยันโดยข้อเท็จจริงเพราะอะไร เพราะท่านรู้ท่านเห็น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรู้ท่านเห็นในใจของท่าน ท่านจับกิเลสได้ หลานกิเลส ลูกกิเลส พ่อแม่คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ปู่ย่าตายายมันคืออวิชชา ครอบครัวของมาร
“มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดอีกไม่ได้”
เกิดในหัวใจของพระอรหันต์ไม่ได้เลย ไอ้ที่ว่าหน้าไหว้ หลังหลอก ไอ้คิดอย่าง ทำอย่าง พูดอย่าง จะเกิดอีกไม่ได้เลย เพราะได้ฆ่ามันหมดแล้ว ฆ่ามันหมดด้วยมรรคญาณ ฆ่ามันด้วยทางสายเอก มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมา ความเป็นจริงไง
ฉะนั้น ข้อเท็จจริง เวลาโยมเขียนมาโดยความถูกต้องชอบธรรม เพราะว่ามันเกิดกับเรา โยมเป็นคนรู้คนเห็นนะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าตนจับความรู้สึก จับกิเลสตัณหาในใจของตน แล้วเรารังเกียจมันน่ะ นี่แหละคนคนนั้นจะมีโอกาสได้กระทำไง ไม่อย่างนั้นบอกว่า เราเป็นคนดี เราไม่เคยเป็นอย่างนั้น ไม่เคยเป็นอย่างนี้
ไอ้เรื่องกิเลสมันเป็นนามธรรม มันนอนหลับสบายใจ นอนตีพุงอยู่ในหัวใจของเรา นอนหลับสบาย แต่ถ้าวันไหนนะ ถ้าไปกระทบมันนะ เวลาไปกระทบมัน มันตื่นขึ้นมา มันดีดดิ้นในใจของเรา เราทุกข์ยากมาก
มันมีของมันอยู่โดยธรรมชาติของมัน มันมีของมันอยู่แล้ว แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ภัทรกัป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แล้วพระศรีอริยเมตไตรยจะมาองค์ต่อไป แล้วอนาคตวงศ์มาอีก ๑๐ องค์ มันมีต่อไปเรื่อยๆ มันมีเพราะว่าต้องมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปราบพญามารในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเรา อบรมบ่มเพาะสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟังขึ้นมาแล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริง มันจะเป็นความจริงขึ้นมาต่อเมื่อประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของคนคนนั้น
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ถ้าตนมันยังพึ่งตนเองไม่ได้ เห็นไหม เราเป็นมวลชนไปอยู่ในสังคม เป็นสิ่งที่ว่าเป็นกระแสในสังคม เรายังพึ่งตนเองไม่ได้
แต่ถ้าพึ่งตนเองได้ ดูสิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านไปองค์เดียว รุกขมูล อยู่ในป่าในเขาของท่าน อยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเพื่อจะคอยจับไอ้กิเลส
เวลาโปฐิละ โปฐิละใบลานเปล่า ท่องจำธรรมวินัยได้มากมายมหาศาล อบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาล ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
“โปฐิละใบลานเปล่ามาแล้วหรือ ใบลานเปล่าไปแล้วหรือ”
ใบลานเปล่าๆ จำได้เปล่าๆ คิดตัวเองไม่เป็นไง
เวลาไปศึกษากับสำนักปฏิบัติ พระอรหันต์ทั้งวัดเลย แล้วเวลาสามเณรน้อยสอนนะ
“ร่างกายนี้เปรียบเหมือนจอมปลวก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดไว้ ๕ รู เหลือรูหนึ่งไว้คอยจับหัวใจ”
เหี้ยตัวนั้นน่ะ นี่ไง ไอ้กิเลสตัวนั้นน่ะ ไอ้ที่ว่าหน้าไหว้ หลังหลอก ไอ้กิเลสนั่นน่ะ
ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วคอยจับเหี้ยตัวนั้น ถ้าจับเหี้ยตัวนั้นได้ เราจะพิจารณาได้ ถ้าพิจารณาได้ นั่นน่ะจะสำรอกคายไอ้ที่ว่าหน้าอย่าง ใจอย่างนี่ไง
ภายนอกดิฉันยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภายในดิฉันไม่ชอบเพื่อนคนนี้เลย
ใช่ เราก็ไม่ชอบ ถ้าอเสวนา จ พาลานํ เราไม่คบคนพาล ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา เราจะคบบัณฑิต คบบัณฑิตๆ
นี่ไง ไอ้คนพาลๆ ไอ้ที่ว่าสิ่งที่ไม่ดีงาม นี่พาลในหัวใจ กิเลสพาลในหัวใจ ศีล สมาธิ ปัญญา ความสงบระงับ สัจจะความจริง นี่บัณฑิต บัณฑิตเราคบ คบแล้วหาได้ยาก ต้องฝึกหัดฝึกฝนขึ้นมา ถ้าทำความเป็นจริงของเราขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์กับเราไง ถ้ามันเป็นประโยชน์กับเรา อันนั้นน่ะมันถึงจะเป็นข้อเท็จจริง
อันนี้เป็นปัญญา อันนี้เป็นอำนาจวาสนา เราถึงได้คิดแบบนี้ แล้วเราเห็นแบบนี้ มันก็เป็นบุญกุศลอันหนึ่งนะ เราฝึกหัดอย่างนี้
ถ้าบอกเป็นเรื่องธรรมดา แสดงว่าพระเห็นกิเลสเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดขึ้นมาแล้วมันมีกิเลสในหัวใจที่เราควบคุมมันไม่ได้ เราถึงไปวัดไปวาไปฝึกไปหัดกันอยู่นี่ไง ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาก็เพื่อควบคุมดูแลมันไง ถ้าควบคุมดูแลมัน แล้วก็สร้างคุณงามความดีของเราขึ้นมาเพื่อประโยชน์กับเรา ถ้าเพื่อประโยชน์กับเราขึ้นมาแล้ว เราจะพัฒนาใจของเรามากขึ้น
ปริยัติต้องปฏิบัติ
ปฏิบัติคือการฝึกหัด คิดเป็นๆ เด็กคิดเป็น คนคิดเป็นมันเอาตัวรอดได้ คนคิดไม่เป็น รอให้คนอื่นสั่ง แล้วเราทำตามเขาๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ
ปริยัติศึกษามา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่องจำปากเปียกปากแฉะ มีสติสัมปชัญญะควบคุมตัวเองได้ ถ้าขาดสติสัมปชัญญะก็สร้างเวรสร้างกรรม แต่ถ้าคิดเป็น ทำเป็น คิดเป็น ทำเป็น มันควบคุมตัวเองได้ มันชี้ถูกชี้ผิดโดยชีวิตของเรา แล้วปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีคุณธรรมขึ้นมา นั้นถึงจะเป็นปฏิเวธ คือรู้จริงเห็นจริงในภาคปฏิบัติ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๐๗. เรื่อง “สอบถาม”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูบังเอิญได้ไปฟังเทศน์เก่าๆ ของหลวงพ่อที่พูดว่า
“ถ้าตทังคปหานแล้วไม่ซ้ำลงไป มันเสื่อม ทีนี้จะยากขึ้นสองเท่า”
๑. แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้มันเสื่อมคะ มันเสื่อมนี้หมายถึงยกขึ้นวิปัสสนาอีกไม่ได้ หรือว่าเข้าสู่สัมมาสมาธิไม่ได้คะ
๒. อุบายในการพิจารณา เราจะหาอุบายใหม่ๆ ได้อย่างไรคะ เมื่อพิจารณาคล้ายๆ เดิมก็ทำไม่ได้อีก อย่างนี้จะต้องมีวิธีการอย่างไรให้หาอุบายใหม่ๆ ได้เร็วๆ ทันเวลาในปัจจุบันธรรมคะ เพราะตอนหนูฝึกใช้ปัญญา มันก็หาอุบายใหม่ๆ ไม่ค่อยออกเลยค่ะ
๓. ถ้าเกิดว่าหนูนั่งสมาธิแค่วันละครึ่งชั่วโมงเท่าเดิม แล้วเพิ่มตรงฝึกสติระหว่างวัน แล้วมันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้อยู่ดี ตรงนี้หนูจะต้องทำอย่างไรคะ
เคยฟังญาติโยมที่ถามเข้ามา เขานั่งวันละ ๒ ชั่วโมง แต่ฝึกสมาธิระหว่างวันก็เข้าวิปัสสนาได้ทุกวัน
ตรงจำนวนชั่วโมงของแต่ละคนแตกต่างกันไหมคะ หมายถึงว่า ถ้าทุกคนทำ ๒ ชั่วโมง รวมกับฝึกสติ รู้มากเท่าที่ทำได้ตลอดวัน แล้วจำเป็นไหมคะจะสามารถเข้าวิปัสสนาได้เหมือนญาติโยมคนนั้น หรือว่าเราจำต้องหาจำนวนเวลาการปฏิบัติที่เหมาะสำหรับการยกขึ้นสู่วิปัสสนาของเราเอง
ขอบพระคุณมากค่ะ
ตอบ : การฝึกหัด การฝึกหัดมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้าอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนนะ คนที่มีอำนาจวาสนา ขิปปาภิญญา ที่ว่าปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ปฏิบัติเร็วรู้เร็ว
แต่คนที่มีวาสนา คนที่มีวาสนาคือการได้เกิดเป็นมนุษย์นี้มีวาสนา พอมีวาสนาแล้วเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ไอ้นี่ก็วาสนาของแต่ละบุคคลที่ได้สั่งสมมา
ถ้าได้สั่งสมมา เขาจะปฏิบัติของเขาตามความเป็นจริงของเขา แล้วถ้าปฏิบัติตามความเป็นจริงของเขาได้มากได้น้อยขนาดไหน ก็พยายามของเรา
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าทำอย่างไรเจ้าคะ เวลาชั่วโมงเท่าไรเจ้าคะ
เวลา ถ้าพูดโดยข้อเท็จจริง ถ้าเวลาเราปฏิบัติได้จำนวนเวลามากกว่า มันก็ต้องดีกว่าเวลาน้อยกว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เวลาจิตมันจะสงบ ถ้าสงบสักชั่วโมงหนึ่ง เราก็มีความสุข โอ้โฮ! สุดยอดชั่วโมงหนึ่ง ถ้าสงบ ๓๐ นาที เราก็ได้แค่ ๓๐ นาที สงบแค่ ๕ นาที นี่พูดถึงความสุข เวลามากหรือน้อยไง
แต่เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาอยู่ที่วาสนาของคน จะมากหรือจะน้อยมันไม่สำคัญ บางคนภาวนาเกือบเป็นเกือบตาย เวลาผ่อนคลาย เวลาปล่อยวาง มันไปสุขสงบตรงนั้นน่ะ
ยกตัวอย่างพระอานนท์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้เองว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะทำสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น
แล้วพระอานนท์อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดอะไรไม่เคยผิดทั้งสิ้น ฉะนั้น วันนั้นเขาจะมีสังคายนา ปฏิบัติเกือบเป็นเกือบตาย สมบุกสมบันอยู่อย่างนั้นน่ะไม่ได้สักที โอ๋ย! ไม่ไหวแล้ว ขอพักหน่อยหนึ่ง
ได้ตอนนั้นน่ะ ได้ตอนขอพักหน่อยหนึ่ง มันไม่คร่ำเคร่ง ไม่เอาจิตไปไว้ที่คำทำนายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเราจะเป็นพระอรหันต์คืนนี้ มันไปอยู่ที่คำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่จิต เวลามันปล่อยหมดเลย มันกลับมาเป็นตัวของมันเอง พับ! เป็นพระอรหันต์จริงๆ เป็นพระอรหันต์จริงๆ เลยล่ะ
อันนี้ก็เหมือนกัน จะ ๒ ชั่วโมง จะ ๕ นาที ๑๐ นาที อันนี้เป็นเวลานะ ทีนี้คำว่า “เวลา เวลาปฏิบัติ” พระกรรมฐาน พระปฏิบัติเป็นผู้มีอำนาจวาสนา เวลากว้างขวาง ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง ปฏิบัติได้ ๒๔ ชั่วโมง
แล้วดูพระมันปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมงไหมล่ะ ๒ ชั่วโมงมันก็จะตายแล้ว มันก็จะหางานอื่นทำแล้ว
แต่ถ้าเป็นอาจารย์สิงห์ทองอย่างนี้ เวลาหลวงปู่ชอบอย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งวันทั้งคืน ๒๔ ชั่วโมงก็ ๒๔ ชั่วโมง จบตลอดล่ะ นี่พูดถึงว่าเวลาเขาทำของเขา
ถ้าเวลามันมากกว่า มันก็มีโอกาสได้มากกว่า แต่ถ้าเวลามากกว่าแล้วมันจะถูกต้องชอบธรรมไปเลยหรือ
เวลามันเป็นเวลา เวลาผู้ปฏิบัติใหม่ไง ตั้งไว้เลย ๑ ชั่วโมง ถือค้อนไว้อันหนึ่ง นาฬิกาเดินช้าน่าดูเลย ทุบทิ้งเดี๋ยวนี้ ทุบทิ้ง
มันมองแต่นาฬิกา มันไปดูที่เข็มนาฬิกา มันไม่มองที่ใจ
นาฬิกาตั้งไว้ แล้วก็วางไว้ แล้วเราก็เดินจงกรมของเราไป
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลามาก เวลาน้อย นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำถูกต้องชอบธรรมนะ บางที ๕ นาทีลงแล้ว ๕ นาทีเป็นสมาธิแล้ว บางทีครึ่งชั่วโมงก็ไม่เป็น ครึ่งวันค่อนวันไม่เป็นก็ไม่เป็นเลย
ไม่เป็นที่ไหน
ไม่เป็นเพราะทิฏฐิมานะ มานะ ๙ เวลามันกระทบสิ่งใด อารมณ์มันรุนแรง เอาไม่ลงหรอก อันนั้นพูดถึงเวลาอันหนึ่ง
ฉะนั้นว่า สิ่งที่เขาบอกว่า ฟังเทศน์เก่าๆ ของหลวงพ่อ ไอ้ที่พูดถึง ตทังคปหานๆ สิ่งนี้มันจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะ
๑. แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้มันเสื่อมคะ มันเสื่อมนี้หมายถึงยกขึ้นวิปัสสนาอีกไม่ได้ หรือว่าเข้าสู่สัมมาสมาธิไม่ได้
ไอ้วิปัสสนาๆ วางไว้ก่อน โดยข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจมันสงบเข้ามา มันจะมีโอกาสได้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา
แต่โดยทั่วไป ไอ้วิปัสสนาๆ วางไว้ก่อน ไอ้นั่นมันชื่อ นายสมชาย ห้ามตั้งชื่อว่านายสมชาย ไม่ได้ เพราะนายสมชายทะเบียนบ้านเป็นหมื่นๆ คนเลย
นี่ก็เหมือนกัน วิปัสสนาๆ มันก็ชื่อ วิปัสสนาก็แขวนมันไว้ก่อน ไม่ต้องว่ามันจะเป็นสมถะ มันจะเป็นวิปัสสนา ไอ้ที่ว่าใช้ปัญญาๆ เราไม่เชื่อว่าวิปัสสนงวิปัสสนาหรอก สูงสุดปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้นน่ะ มันเป็นปัญญา มันเป็นปัญญาเกิดจากความรู้สึกนึกคิดของเรา
ถ้ามันจะวิปัสสนาๆ นะ ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนาทำสมาธิได้ยาก แล้วทำสมาธิแล้วจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว ถ้าไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาอะไรล่ะ
กาย เวทนา จิต ธรรม
กาย เวทนา จิต ธรรม มันก็เป็นชื่อเหมือนกัน แต่เวลาถ้ามันเห็นตามความเป็นจริง มันมีกิเลสเจือปนออกมา เพราะกิเลสมันอาศัยตรงนี้ กิเลสเป็นนามธรรม
เขาบอก กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร จะฆ่ามันได้อย่างไร
ลองวิปัสสนาไปสิ ลองเวลาตทังคปหาน มันวางชั่วคราว กิเลสมันเริ่มคลาย เริ่มคลายตัวออกๆ มันจะเป็นอย่างไร มันชัดๆ น่ะ
หมอทำศัลยกรรมผ่าตัดเปลี่ยนไต เปลี่ยนหัวใจ มันทำอย่างไรมันถึงจะเสร็จล่ะ ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนอวัยวะได้เรียบร้อย มันต้องเปลี่ยนเสร็จแล้วดูว่าใช้งานได้หรือเปล่า
ไอ้นี่เหมือนกัน เวลาวิปัสสนาๆ มันขึ้นต้นตรงไหน แล้วมันจบลงตรงไหน
ฉะนั้น วิปัสสนาแขวนไว้ก่อน
ฉะนั้นบอกว่า เวลาถ้ามันเสื่อม ถ้ามันเสื่อม
อ้าว! มันเสื่อม ก็มันเสื่อม คำว่า “ก็มันเสื่อม” จิตนี้เป็นนามธรรม ความรู้สึกของคนมันเร็วมาก เวลาถ้ามันหยุดนิ่ง หยุดนิ่งก็มีคุณค่ามาก แต่มันหยุดนิ่ง มันหยุดนิ่งแว็บเดียวมันไปอีกแล้ว
ทีนี้พอไปอีกแล้ว ไอ้คำว่า “เสื่อมๆ” มันหมายความว่าเราปล่อยปละละเลยไง เพราะถ้ามีศีล มีข้อวัตรปฏิบัติ เขารักษาหัวใจของเขาไว้ ถ้ารักษาหัวใจ เวลากระทบไง สิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ แล้วพลัดพราก แล้วกระทบ นั่นน่ะฟูมาก สิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ ใครจะมาหยิบฉวยไปไม่สนใจ นี่ไง ถ้ามันกระทบอย่างนั้นน่ะ ไอ้ที่ว่าเสื่อมๆ มันมีสิ่งนั้นเป็นเครื่องประกอบ
เพราะชีวิตประจำวันไง อารมณ์ของเราจะดีทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลาหรือ เดี๋ยวไอ้นู่นก็กระทบ เดี๋ยวไอ้นี่ก็กระทบ แต่ถ้าเราฉลาด เรามีสติปัญญาของเรา รักษาของเรา ไอ้เสื่อมไม่เสื่อมมันอยู่ที่ตรงนี้
แล้วถ้ามันทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่ง แล้วมันจะทำเข้าไปอีกๆ เข้าได้อย่างไร
เพราะว่าวัตถุ มันมีค่าเท่ากับวัตถุ วัตถุนะ สสารมีค่าเท่านั้น แต่กิเลสไม่เป็นอย่างนั้น กิเลสถ้ามันไม่พอใจนะ มันเพิ่มทับเท่าทวีคูณน่ะ มันฟูขึ้นมานี่มันยิ่งใหญ่ แล้วจะทำสมาธิๆ
ไร้สาระ
ฉะนั้น เวลากิเลสมันสงบตัว กิเลสมันพลั้งเผลอ กิเลสมันยังไม่ตื่นนอน ทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าพอกิเลสมันตื่นขึ้นมานะ ทำสิ่งใดไม่ได้เลย
ฉะนั้นบอกว่า ถ้าเราจะทำอย่างไรไม่ให้มันเสื่อม มันเสื่อมหมายความว่าทำวิปัสสนาไม่ได้ หรือเข้าสู่สมาธิไม่ได้
ทั้งคู่ เสื่อมคือมันเสื่อม เสื่อมจนไม่มีกำลัง สิ่งที่ทำอะไรมันต้องมีกำลังของมัน ถ้าไม่มีกำลังขึ้นมา ไม่มีกำลังมันก็เป็นการคาดหมาย มันเป็นสัญญา บางทีมันไม่ใช่วิปัสสนาหรอก มันเปรียบเทียบ มันเหมือนกับแม่แบบ แม่พิมพ์น่ะ พิมพ์อะไรก็พิมพ์ซ้ำๆๆ แล้วคิดว่าพิมพ์เสร็จแล้วก็คือเสร็จ ไอ้นั่นก็คือแท่นพิมพ์ มันพิมพ์ซ้ำๆ แต่ความจริงหัวใจมันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน โอ้โฮ! มันหลอกลวงมาก
นี่พูดถึงถ้าวิปัสสนาะ นี่ข้อที่ ๑.
๒. อุบายในการพิจารณา จะหาอุบายใหม่ๆ ได้อย่างไรคะ
เพราะอะไร เพราะว่าอุบายใหม่ๆ อุบายใหม่ๆ มันก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้ พุทโธๆ เก่าๆ นี่แหละ แต่ถ้ามันสดชื่นขึ้นมามันก็ใหม่ๆ สดๆ
ใหม่ๆ ผักสด ผักสดรั้วกินได้ สวนครัวเราปลูกเอง ผักสดเรามีทุกวัน
นี่เหมือนกัน เราตั้งสติของเราไว้ มันเกิดจากสติของเรา เกิดจากคำบริกรรมของเรา ถ้ามันสดชื่น มันชัดเจนของมัน เรามีผักสดเก็บกินได้ทุกวันเลย นี่อุบายใหม่ๆ ถ้าอุบายใหม่ๆ วันนี้กินผักสด พรุ่งนี้กินพลาสติก ต่อไปเราไปกินผักแช่แข็งเลยหรือ
ผักสด ผักสด
นี่ไง อุบาย คำว่า “ปัจจุบันๆ” วันนี้ผักสด แล้วต่อไปผักสดใช้ไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม ผักสดก็คือผักสดไง แต่มันสดๆ ร้อนๆ ทุกวัน มันเด็ดยอดผักทุกวัน มันก็ปัจจุบันทุกวัน ถ้าเรามีสติปัญญาไง แต่ถ้ามันดื้อ ถ้ามันตันไง มันอั้นตู้ เราก็พลิกแพลงของเรา คำว่า “หาอุบายใหม่ๆ” มันต้องหาอุบาย
อันเก่านะ ถ้ามันเป็นปัจจุบันมันก็สดๆ ร้อนๆ ไง สดๆ ร้อนๆ คือมันใหม่ แล้วเป็นประโยชน์ได้ นี่พูดถึง ถ้ามันเป็นปัจจุบันธรรม
แล้วบอก ถ้ามันหาอุบายใหม่ๆ หนูก็หาอุบายจนไม่รู้จะหาตรงไหนแล้ว อุบายใหม่ๆ มันหาที่ไหน หาไม่เคยเจอเลย
เพราะเราคำว่า “ใหม่” คือว่าเราจะซ้ำเดิมไม่ได้ไง จะซ้ำเดิมถ้ามันสดๆ ร้อนๆ มันก็คือใหม่ ใหม่คือความคิดใหม่ๆ ปัจจุบันนี้เอาให้มันอยู่ คำว่า “อุบายใหม่ๆ” แล้วถ้ามันอุบายใหม่ๆ คือมันคิดซ้ำแล้วมันไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เลย เราก็พลิกคิดไปเรื่องอื่น นั่นถึงเป็นอุบายใหม่ๆ
อุบายใหม่ๆ คือว่ามันทำแล้วได้ผล
อุบายใหม่ๆ เหมือนจุดธูปจุดเทียน ถ้าจุดธูปจุดเทียนแล้วไฟมันติด นั่นก็ใหม่ๆ จุดแล้วมันไม่ติด จุดแล้วมันไม่ได้ นั่นอุบายเก่าๆ จุดธูปก็ไม่ติด จุดเทียนก็ไม่ได้
จุดธูปจุดเทียนถ้ามันติด นั่นน่ะคือใหม่ๆ แต่ธูป เทียนอันเก่า จุดทุกวันเลย เช้า กลางวัน เย็น จุดธูปจุดเทียนๆ ใหม่ๆ
๓. ถ้าเกิดหนูนั่งสมาธิในวันละเท่ากับเวลาเดิม เวลาเดิมเขาครึ่งชั่วโมง ในระหว่างที่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา
ไอ้คำว่า “ยกขึ้นสู่วิปัสสนาๆ” เราว่ามันเป็นวิปัสสนึก เราว่าโยมนึกคิด โยมอย่าน้อยใจนะ เพราะอะไร เพราะโยมถลำไปมาก โยมคิดว่าปฏิบัติเป็นสูตร แล้วเสนอเป็นสูตร แล้วก็จะทำให้มันครบสูตร แล้วถ้ามันไม่ได้อย่างสูตร เราก็ทุกข์ใจ
แล้วเวลาปฏิบัติ ไอ้นี่เป็นสมถะ ไอ้นี่จะเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาแล้วมันเสื่อม
นี่มันเป็นสูตรสำเร็จไง
แต่ถ้าเป็นปฏิบัติมันไม่มีสูตรสำเร็จ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเฉพาะบุคคล
ในพระไตรปิฎกนะ สอนพระสารีบุตรก็อย่างหนึ่ง สอนพระโมคคัลลานะก็อย่างหนึ่ง เพราะกิเลสของคนมันชอบและไม่ชอบแตกต่างกัน แล้วเวลามันติดในหัวใจ มันมีคาใจด้วยเรื่องอะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเล็งญาณนะ ผู้ที่มีอำนาจวาสนามันมีอำนาจวาสนาอย่างไร เขาเคยสร้างเวรสร้างกรรมสิ่งใดไว้ เขาติดขัดสิ่งใด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้เฉพาะนั้น
ฉะนั้น เวลาเราสวดมนต์ เราทำวัตรสวดมนต์ เราก็ทำวัตรสวดมนต์ ที่เราจะคิดของเรา สิ่งที่ว่าไอ้นั่นจะเป็นสมถะ ไอ้นี่จะเป็นวิปัสสนา
ภาษาเรานะ วิปัสสนึก เป็นสูตรสำเร็จ แม่พิมพ์ปั๊มๆๆ ออกมาเลย ดอกไม้พลาสติก เครื่องประดับในบ้าน ไม่ต้องรดน้ำพรวนดิน มันสวยงามแวววาว คอยเช็ดแต่ฝุ่นนั้นน่ะ เดี๋ยวฝุ่นมันเกาะ ดอกไม้พลาสติก
เราวางให้หมด แล้วทำให้มันเป็นความว่าง พอทำให้มันเป็นความจริงขึ้นมา เราปฏิบัติของเรา ไม่ต้องไปหวังว่าสิ่งใด
เวลาเรายกให้ เห็นไหม เราแนะนำลูกศิษย์ส่วนใหญ่ ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีจิตใจ เราฝึกหัด เราอยากจะประพฤติปฏิบัติ นี่คือวาสนาอย่างสูงส่งอยู่แล้ว ถ้ามีวาสนาสูงส่งอยู่แล้ว เราก็ปฏิบัติของเรา
หลวงปู่มั่นท่านสอน ทำไร่ทำนาก็ทำในผืนดินเดิมนั่นแหละ
คนชาวนา ชาวนาเขาก็ทำที่นาของเขาทุกปีๆ เดี๋ยวนี้ชาวนาทำปีละ ๓ หน เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องปฏิบัติที่หัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรา เราก็ดูแลหัวใจของเรา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิก็ให้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ
หน้าที่ของเรา หน้าที่ของชาวนาก็หน้าที่ไถหว่านไถคราด ไถของเราอยู่อย่างนั้นน่ะ ไถเสร็จแล้วควรหว่านหรือควรชักน้ำอย่างใด เราก็ดูแลของเราอย่างนั้น หน้าที่ชาวนาก็ทำลงที่นั่นน่ะ ไอ้นี่ปฏิบัติก็ปฏิบัติในหัวใจของเราน่ะ ฉะนั้น เราปฏิบัติของเราแล้ว เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่อย่างนั้นเครียดตาย อันนี้เป็นสมถะ อันนั้นเป็นวิปัสสนา
มันเป็นความคิดอันเดียวกันนั่นแหละ มันแบ่งเลยนะ อันนี้มาจากฝั่งซ้าย อันนี้มาจากฝั่งขวา ไอ้นี่มันตกขอบสองฝั่งเลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เทฺวเม ภิกฺขเว ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา พวกเธอไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางๆ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง
เราก็ปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา เราเกาะตรงนี้ให้มันเป็นความจริงของเราขึ้นมา ฝึกหัดๆ นะ ไม่ทำตามสูตร วางตรงนี้ไว้ แล้วปฏิบัติตามความเป็นจริง จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๐๘. เรื่อง “รบกวนหลวงพ่อช่วยคลายข้อสงสัย”
กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ สมมุติว่าถ้าเราชอบเกาลัด แล้วถ้าเราพิจารณาแล้วปล่อยเรื่องความชอบเกาลัดเป็นตทังหคปหาน แต่ไม่เป็นสมุจเฉท กิเลสก็ยังไม่ขาดออกไป เวลาเราอยากจะภาวนาแล้วไปเห็นเกาลัด กิเลสจะสามารถเพิ่มพูนกลับมาเหมือนเดิมได้ไหมคะ เพราะถ้าเพิ่มได้แล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่นักปฏิบัติต้องเพิ่มการรักษาศีล ๕ เป็นศีล ๘ เพื่อป้องกันไม่ให้กิเลสพอกพูนตามตา หู จมูก ลิ้น กายหรือเปล่าคะ
แล้วถ้าตทังคปหานไปแล้ว แล้วก็ไปเสพเรื่องนั้นมาเพิ่มอีก ทีนี้กิเลสจะมีวันหมดจากหัวใจไปไหมคะ
ตอบ : โอ้โฮ! อันนี้ชัดหมดเลย
ไอ้ตทังคปหาน ไอ้นี่เป็นชื่อไง เป็นชื่อเหมือนเราหักห้ามใจได้
บางคนเข้าพรรษา อดเหล้าเข้าพรรษา เขากินเหล้าเมาหัวปักหัวปั่นเลย เวลาวันเข้าพรรษาเขาบอกว่า เข้าพรรษาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า งดเหล้าเข้าพรรษา อันนั้นเป็นตทังคปหานหรือเปล่า
ไร้สาระ อันนั้นมันเป็นการถือศีล
ไอ้นี่เหมือนกัน เวลาบอกว่าชอบกินเกาลัด ไปเห็นเกาลัดแล้วมันมีความอยาก แล้วหักห้ามใจได้ อันนี้จะเป็นตทังคปหานหรือเปล่าคะ
กิเลสมันอยู่ในหัวใจ เกาลัดไม่เป็นกิเลสนะ
เกาลัดเอามาเลยนะ ตู้คอนเทนเนอร์เลย ทั้งเกาลัดเลย มันก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน มันก็ไม่เจ็บไม่ปวด แล้วมันก็ไม่รักใครชอบใคร เกาลัดไม่ใช่กิเลส ไอ้อยากกินต่างหากเป็นกิเลส
นี่ก็เหมือนกัน แล้วเราหักห้ามใจของเราได้ มันจะเป็นตทังคปหานไปตรงไหน
ไอ้นี่เขาเรียกว่าระงับยับยั้งหัวใจของตน มันเป็นแค่เรื่องธรรมดา เด็กๆ เขายังฝึกยังสอนเลย
นักกีฬาเวลาเขาควบคุมน้ำหนัก นักกีฬามีความจำเป็นนะ โภชนาการเขาต้อง โอ้โฮ! กล้ามเนื้อต้องแข็งแรง ทุกอย่างพร้อม เขายังต้องควบคุมเลย อย่างนั้นนักกีฬาอาชีพตทังคปหานหมดเลยหรือ
มันไม่ใช่ มันเป็นความเข้าใจของคนถามเอง คนถามฟังธรรมะแล้วก็คิดว่าอย่างนี้ๆ เข้าอย่างนั้น มันแตกต่างกัน
เวลาตทังปคหานนะ เวลาทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจเป็นสัมมาสมาธิ แล้วถ้าจิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
อันนี้เดินไปตลาดเห็นเกาลัด เกาลัดมันอยู่ข้างนอกนะ แล้วอันนี้อารมณ์ส่งออก
เวลาทำความสงบของใจไง ทั้งอารมณ์กระทบทั้งภายใน ภายในคือมันเก็บคิดอยู่คนเดียว ภายนอกคือสิ่งที่เราเห็น ภายนอก เกาลัดนี่ภายนอก แล้วเราไปชอบไม่ชอบเกาลัดนู่น
รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
ปุถุชนคนหนา เพราะรูป รส กลิ่น เสียงมันกระทบ ทำสมาธิได้ยาก แล้วปุถุชนถ้าพิจารณาโดยเห็นโทษของมันไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
เกาลัดเป็นบ่วงของมารและเป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันอยู่ข้างนอก ถ้าได้มามันก็เป็นพวงดอกไม้ เพราะจะได้กินมัน ถ้าไม่ได้มันมา มันก็อยาก มันก็รัดเข้าไป เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เป็นสิ่งที่รัดคอ ถ้าเป็นพวงดอกไม้มันก็เชิดชู เห็นไหม เป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันเป็นเรื่องปุถุชน
ปุถุชน กัลยาณชน จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงนะ
ปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าจิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงแล้วจับต้องได้ แล้วพิจารณาคลี่คลายได้ เห็นไหม โสดาปัตติมรรค ตรงนั้นน่ะจะเป็นตทังคปหาน
เพราะโสดาปัตติมรรค แต่มันไม่สมุจเฉทปหาน มันไม่เป็นโสดาปัตติผล มันก็เป็นตทังคปหาน เพราะตทังคปหานมีเจริญแล้วเสื่อม เจริญคือเจริญ มันเจริญขึ้น ตทังคปหานได้คือปราบปรามมันได้ แต่เป็นครั้งเป็นคราว เพราะอะไร เพราะมันไม่สมุจเฉท เพราะกิเลสมันไม่ตาย มันไปอยู่ข้างหน้า
แต่ไอ้นี่มันไม่เกี่ยว ไอ้นี่มันแค่ทำความสงบของใจ ที่เราบอกว่า สูงส่งในการประพฤติปฏิบัติ ทำได้สูงสุดคือปัญญาอบรมสมาธิ คือปัญญาอบรมสมาธิไง
นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือปัญญามันเกิดขึ้นกับเราอยู่แล้ว ปัญญามันมีของมันอยู่แล้วๆๆ ปัญญาเกิดจากจิต ปัญญาเกิดจากสัญชาตญาณของมนุษย์ไง แต่ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา มันคนละเรื่องกันเลย
ฉะนั้น รบกวนหลวงพ่อคลายข้อสงสัย
ไม่ต้องสงสัย วุฒิภาวะเราเข้าทำไม่ถึงอย่างนั้น ทำไม่ได้ระดับนั้น
เวลาวงกรรมฐานเขาเรียกว่าให้คะแนนตัวเองไง ให้คะแนนว่าเราเป็นไอ้นั่น เราเป็นไอ้นี่ เราเป็นไอ้นู่น
วิปัสสนึก วิปัสสนึก วิปัสสนึก มันนึกมันคาดหมายไป
ไอ้นี่ถ้ามันมีวาสนานะ เขาไม่เชื่อ เขาต้องพิสูจน์ เขาต้องตรวจสอบ
มันจะต้องล้มลุกคลุกคลานไปอีกพักใหญ่เลยล่ะ ไอ้นี่เขาเรียกว่าปุถุชน
ปุถุชน ปุถุชนคนหนา เวลาปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนา เวลากัลยาณชนนะ พวกนี้ศีล ๘ สมบูรณ์แบบ แล้วไม่แลบออกไปข้างนอกเลย เพราะเขาคุ้มครอง เขารักษาของเขา แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เวลามันจับ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วถ้าพิจารณาแล้วถ้ามันปล่อย โอ้โฮ!
เพราะมันเปรียบเทียบกับเราทำความสงบ เราเป็นสมาธิ มันมีความสุขอย่างไร ผลของมันเป็นอย่างไร เวลาถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เวลามันพิจารณาไป เวลามันตทังคปหานคือมันปล่อย โอ้โฮ! มันกว้างขวาง มันลึกซึ้ง มันเข้าถึงใจมากกว่าเยอะ มันแตกต่างกันนั่นน่ะ มันถึงมีบุคคล ๔ คู่ไง
ฉะนั้น รบกวนหลวงพ่อช่วยอธิบายข้อสงสัย
ข้อสงสัยหมายความว่า เรายังเป็นปุถุชน แล้วสิ่งที่เราเกี่ยวกับเรื่องเกาลัด
รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันเป็นเรื่องข้างนอก
ถ้าเราระงับยับยั้งชั่งใจ นี่มารยาทสังคมไง บางคนผู้ดี๊ผู้ดีนะ นิ่มนวล โอ้โฮ! เขาฝึกหัดของเขา นั่นมารยาทของเขา แต่ในใจเขาสิ ในใจเดือดผุดๆๆ เลย
จะนิ่มนวล จะไม่สงบระงับ จิตใจเป็นเรื่องของจิตใจ
นี่เหมือนกัน เราจะบอกว่า สิ่งที่โยมเข้าใจว่าตทังคปหานๆ ไอ้นี่มันเป็นชื่อ แต่มันยังไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นความจริงขึ้นไปแล้ว ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนะ ผู้ปฏิบัติจะรู้ชัดเจน ตอบเหตุผลได้หมด เพราะอะไร เพราะถ้ามันถึงที่สุดแห่งทุกข์นะ สิ้นสงสัย
ไอ้นี่มันโคตรสงสัยเลย แล้วก็สงสัยต่อไปเรื่อยๆ ในการปฏิบัติ
ฉะนั้น ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วส่วนใหญ่มันก็จะเจอแบบนี้ จะเจอกิเลส เจอสิ่งต่างๆ มารบกวนในใจของตน แล้วเราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา
ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน เพราะเวลาที่เราพูดเรื่องตทังคะ สมุจเฉท เพราะในวงปฏิบัติเข้าใจการปฏิบัติได้ยาก แล้วเขาไม่เข้าใจสิ่งใดเลย
เวลายืนยันไง เรายืนยัน สิ่งที่เขาพิจารณาแล้วเขาปล่อยวางได้ นั่นคือชั่วคราว เพราะอะไร เพราะมันไม่มีขณะ
สมุจเฉทปหานนะ นิโรธดับทุกข์ ขณะมันสมบูรณ์แบบ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ
แต่ตทังคปหานชั่วคราวๆ เท่านั้น แล้วพวกนี้เจริญแล้วเสื่อม
อย่างที่ว่า เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ แล้วแก้อย่างไร
ถ้าแก้อย่างไร ก็ต้องพยายามมีสติมีปัญญาการประพฤติปฏิบัติของคนต่อเนื่องไป แล้วถ้ามันสมุจเฉทปหาน มีครั้งเดียวไง
หลวงปู่มั่นบอกหลวงตาพระมหาบัวไง เวลาสมุจเฉทปหานก็ครั้งเดียวๆ เท่านั้นน่ะ
คนตายก็ตายหนเดียว จะตายกี่หน ถ้ากิเลสมันตายนะ หนเดียวเท่านั้นน่ะ ไม่มีหนที่สองหนที่สามหรอก แต่ตทังคปหานมีตลอดไป เพราะมันแค่แฉลบ แค่สลบ แค่หลบหลีก มันไม่ได้สมุจเฉทปหาน มันถึงไม่ดับทุกข์ มันถึงไม่มีนิโรธ มันถึงภาวนาไม่เป็น มันถึงไม่เข้าใจเรื่องธรรมะใดๆ เลย
แต่ถ้าคนเข้าใจเรื่องธรรมะมันจะละเอียดลึกซึ้งของมัน
แล้วมันก็ย้อนกลับมาที่ความละเอียดรอบคอบ ความมีสัจจะ มีความจริง แล้วพยายามฝึกหัดให้เกิดขึ้นกับหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เอวัง